วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ฝ่าวิกฤตชาติ 52 เศรษฐกิจรุมเร้า-การเมืองร้อน


ฝ่าวิกฤตชาติ’ 52 เศรษฐกิจรุมเร้า - การเมืองร้อน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
26 ธันวาคม 2551 17:01 น.

วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ลุกลามทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหนักหน่วง ภาคเกษตรกรรมที่ผูกอยู่กับการส่งออกเผชิญกับความวิบัติซ้ำกรรมซัด ส่วนแรงงานต่างทุกข์ระทมจากการเลิกจ้าง ลดเงินเดือน ผู้ประกอบการรายใหญ่จนถึงรายย่อยหนีไม่พ้นการล่มสลาย ปิดกิจการ
ท่ามกลางมรสุมวิกฤตเศรษฐกิจ ฟากฝั่งทางการเมืองยังหนีไม่พ้นจากวิกฤตความแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย รัฐบาลใหม่ที่ขึ้นมาเถลิงอำนาจจะสามารถนำพาชาติฝ่าวิกฤตทั้งเศรษฐกิจ – การเมือง ให้หลุดพ้นจากวังวนอุบาทว์ วิกฤตซ้ำวิกฤตซาก ได้หรือไม่
นายกรัฐมนตรีคนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง ที่ผู้คนในสังคมต่างฝากความหวังไว้จะสร้างแรงศรัทธาโน้มนำมวลประชาทุกหมู่เหล่าให้ร่วมฟันฝ่าปัญหานานัปการ เพื่อก้าวไปสู่อนาคตข้างหน้าได้สำเร็จหรือไม่ ยังต้องลุ้นกันตลอดปีหน้า แต่ถึงแม้ปัญหาจะหนักหนาสาหัส ตราบใดที่มีข้อมูลข่าวสารเป็นฐานความคิด วิเคราะห์ เปรียบเสมือนมีเข็มทิศนำทางให้ชีวิตได้เตรียมพร้อมจะต่อสู้ ก้าวข้ามผ่านพ้นวิกฤตไปได้
ในโอกาสนี้ กองบรรณาธิการ “ASTVผู้จัดการรายวัน” ได้เรียบเรียง วิเคราะห์วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังสือ “10 วิกฤตชาติ’52” เพื่อรู้ทันสถานการณ์อย่างรอบด้านตั้งแต่วิกฤตโลกถึงวิกฤตไทย ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ฯลฯ
นี่คือตัวอย่างบางตอนจาก “10 วิกฤตชาติ’52” ที่รอท่านผู้อ่านอยู่บนแผงร้านหนังสือ
*** “แฮมเบอร์เกอร์” ที่สุดวิกฤตโลก เศรษฐกิจไทยตายซ้ำซาก ปัญหาสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ด้อยคุณภาพ (ซัพไพรม์) เดินทางมาถึงจุดที่ “ช็อกคนทั้งโลก” เมื่อได้ส่งผลต่อสถาบันการเงินจนต้องประสบปัญหาล้มละลายเป็นทิวแถว รวมถึงสถาบันการเงินขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ อย่างเช่น เลห์แมน บราเธอร์ส โฮลดิ้งส์ อิงค์. ซึ่งปี 2552 วิกฤตที่สุดในโลกนี้ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นปัญหายืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อระบบการเงิน ระบบเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกอย่างรุนแรงต่อเนื่อง
*** 2552 หายนะเลิกจ้าง เตะฝุ่นทะลุล้าน VS ทางออกเมื่อถูกเลิกจ้าง สัญญาณร้ายจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ก่อให้เกิดปัญหาการว่างงานตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น สภาพัฒน์ พบว่า ในช่วง 8 เดือนของปี 2551 มียอดการว่างงานประมาณ 530,000 คน คาดว่าในปี 2552 แนวโน้มการจ้างงานจะลดลงอีกจากการปิดกิจการ โดยคาดว่าตัวเลขผู้ว่างงานจะทะลุหลักล้าน ขณะที่ทีดีอาร์ไอ ประเมินว่าจะมีการว่างงานพุ่งสูงถึง 2 ล้านคน พร้อมทั้งมีการลดเวลาทำงาน งดโบนัส และชะลอการขึ้นเงินเดือน ตามมา
*** เกษตรกรโคม่า ราคาสินค้า – ส่งออกวิกฤต วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่แผ่ลามทั่วโลก ส่งผลทำให้เกษตรกร คนรากหญ้า น้ำตาตก ได้รับผลกระทบอย่างแสนสาหัสไม่แพ้กลุ่มคนทำงานในภาคอุตสาหกรรม หรือนักธุรกิจ ผู้ประกอบการค้าระหว่างประเทศ เนื่องเพราะประเทศคู่ค้ารายใหญ่ของไทย เช่น สหรัฐอเมริกา นั้นคือต้นตอของปัญหา ขณะที่ตลาดยุโรป ญี่ปุ่น ต่างได้รับผลกระทบเช่นกัน ส่อเค้าจะงดคำสั่งซื้อหรือออเดอร์สินค้าเกษตรจากไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
***ผ่าแผนรัฐจัดการพลังงานล้มเหลว น้ำมัน – ก๊าซ – พลังงานทางเลือก วิกฤตรอปะทุ ปี 2551 เป็นปีที่คนไทยได้ใช้น้ำมันราคาแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ ขณะที่ผู้บริโภคต้องกระเสือกกระสนหาพลังงานทดแทนมาใช้ แต่แล้วเมื่อวิกฤตการเงินโลกถล่ม เศรษฐกิจของโลกส่อเค้าชะงักงัน ราคาน้ำมันก็ร่วงดำดิ่ง การใช้พลังงานของผู้บริโภคหันกลับมาที่น้ำมันอีกครั้ง ขณะที่ธุรกิจก๊าซซบเซาลง แผนการใช้พลังงานทางเลือกก็ถูกเก็บเข้าลิ้นชักเหมือนเดิม ความสับสนในการใช้พลังงานและการสร้างเสถียรภาพในการใช้พลังงานสำหรับปี 2552 จึงเป็นคนถามว่าจะยังเป็นวิกฤตที่ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดหรือไม่
*** ยุบพรรคล้างพันธุ์ ฝ่าวิกฤตวงจรการเมืองอุบาทว์ การยุบพรรคการเมืองที่กระทำผิด จึงเป็นปลูกฝังการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองให้เป็นไปโดยสุจริต อันจะเป็นคุณประโยชน์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
***นช.ทักษิณ ท้าชนทุกสถาบัน ตุลาการภิวัฒน์แก้วิกฤตยังมืดมน
*** การหวนคืนสู่เวทีการเมืองโดยใช้มวลชนเป็นปราการโอบล้อม นอกจากเป้าหมายกลับมาเอาคืนศัตรูทางการเมืองแล้ว ยังหวังผลสร้างแรงกดดันต่อกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่ต้องพิจารณาคดีความอีกหลายคดีซึ่งยังค้างคาอยู่ในชั้นศาล และการตัดตอนคดีซึ่งกำลังทยอยตามมาอีกหลายคดี
***คุกคามสื่อเย้ยประชา ฝ่าวิกฤตปฎิรูปยังไม่พ้น การปฏิรูปสื่อที่รัฐบาลต้องเปิดให้ประชาชนเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2550 ดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและยังมองไม่เห็นว่าจะใช้เวลาอีกนานแค่ไหนถึงจะสำเร็จ ขณะที่การยึดกุมสื่อของรัฐเพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายรัฐบาล และการคุกคามสื่อที่ไม่ตอบสนองต่อใบสั่งดำเนินไปอย่างชนิดเย้ยฟ้าท้าดิน
***รอยร้าวสัมพันธ์ไทย – กัมพูชา รอวันแตกหัก วิกฤตความสัมพันธ์ไทย – กัมพูชา ว่าด้วยเรื่องเส้นพรมแดนไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาทระหว่างประเทศที่แฝงเร้นไปด้วยการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์จากหลายฝักหลายฝ่ายเท่านั้น แต่ยังคงก่อให้เกิดความขัดแย้งภายในประเทศของทั้งสองชาติเองด้วย
***“การศึกษาไทย จากวิกฤสู่วิบัติ” ในหนังสือ “10 วิกฤตชาติ’52” อาจารย์ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ได้นำเสนอเรื่อง การศึกษาไทย จากวิกฤตสู่วิบัติ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการศึกษาของไทยที่ยังไม่พัฒนาไปถึงไหน “การแก้ปัญหาการศึกษา แท้ที่จริงคือการแก้ปัญหาของสังคม หากเรายังเน้นการประเมินคุณครูด้วยตัวเลข หน่วยงานการศึกษาก็ถูกประเมินด้วยตัวเลข ทุกอย่างเป็นตัวเลขไปหมด คุณค่าทางจิตใจจึงหายไป เพราะจิตใจประเมินเป็นตัวเลขไม่ได้ การที่ลูกศิษย์ยกมือไหว้ครูอย่างจริงใจ คุณควรให้กี่คะแนน ??”
***ใครจะอาจซื้อขายฟ้ามหาสมุทร “ความโลภกำลังเข้ารุกรานสมบัติสุดท้ายของชาติไทย – อุทยานแห่งชาติ – และหากเราปล่อยให้ความโลภมีชัย วิกฤตจะแปรเปลี่ยนเป็นวิบัติ และเราจะไม่เหลืออะไรเลย” คำเตือนจาก อาจารย์ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ถึงผู้มีอำนาจที่คิดจะเปลี่ยนแผ่นดิน ป่าไม้ น้ำฟ้ามหาสมุทร เป็นเงิน เงิน และเงิน โดยไม่ใส่ใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าอนาคตลูกหลาน
reference: http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9510000152157
Kannika Jaijit ID: 4831205223 sec 03
29/12/08 10.00 น.

วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551

8 วันอันตรายสุวรรณภูมิฉุดยอดค้าปลีก-ร้านอาหารร่วงระนาว

จาก 2 เหตุการณ์ทางการเมืองที่คลี่คลายลงได้ระดับหนึ่งในวันเดียวเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. ที่ผ่านมา ทั้งการที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)
ถอนพลังมวลชนออกไปจากสนามบินนานาชาติทั้งสุวรรณภูมิและดอนเมือง และกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญประกาศยุบ 3 พรรคการเมือง คือ พลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ทำให้สถานการณ์โดยรวมคลายความตึงเครียดไปได้บ้างสิ่งที่ตามมาหลังการปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิช่วง 78 วันที่ผ่านมา คือ การที่เอกชนประเมินมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทั้งภาคการส่งออก ธุรกิจบริการจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว สายการบินต่างๆ บริการทัวร์ ห้องพักโรงแรม ฯลฯ ที่ขณะนี้กะตัวเลขคร่าวๆ เอาไว้ว่าไม่ต่ำกว่า 3.5 แสนล้านบาท ในทุกระบบ หากโฟกัสมายังเฉพาะจุดธุรกิจบริการที่เกิดขึ้นภายในสนามบินสุวรรณภูมิ โดยเฉพาะในบริเวณอาคารผู้โดยสารขาออกขาเข้า ที่มีพื้นที่ค้าปลีกให้บริการจำหน่ายสินค้าประเภทต่างๆ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งธุรกิจค้าปลีกใหญ่ที่รับผลกระทบความเสียหายทางธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จากรายได้ที่หดหายไปในช่วง 1 สัปดาห์เต็มที่ผ่านมา
สิ่งที่ตามมาหลังการปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิช่วง 7-8 วันที่ผ่านมา คือ การที่เอกชนประเมินมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทั้งภาคการส่งออก ธุรกิจบริการจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว สายการบินต่างๆ บริการทัวร์ ห้องพักโรงแรม ฯลฯ ที่ขณะนี้กะตัวเลขคร่าวๆ เอาไว้ว่าไม่ต่ำกว่า 3.5 แสนล้านบาท ในทุกระบบ
หากโฟกัสมายังเฉพาะจุดธุรกิจบริการที่เกิดขึ้นภายในสนามบินสุวรรณภูมิ โดยเฉพาะในบริเวณอาคารผู้โดยสารขาออก-ขาเข้า ที่มีพื้นที่ค้าปลีกให้บริการจำหน่ายสินค้าประเภทต่างๆ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งธุรกิจค้าปลีกใหญ่ที่รับผลกระทบความเสียหายทางธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จากรายได้ที่หดหายไปในช่วง 1 สัปดาห์เต็มที่ผ่านมา
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความเสียหายจากกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจร้านค้าปลีก และร้านอาหาร แบรนด์ต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้นกับประเทศชาติในช่วงเวลาเพียง 7 วันที่ผ่านมาเท่านั้น
ขณะที่เจ้าของสินค้าบางรายได้กล่าวยอมรับว่า แม้ธุรกิจจะเสียหาย แต่ก็คงไม่เท่ากับชาติบ้านเมืองที่พังพาบไปด้วย เพราะในแง่ผู้ประกอบการยังสามารถพลิกแผนการทำตลาดด้วยกลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อให้เกิดขึ้นได้ แม้ว่าจะต้องใช้ระยะเวลา แต่ก็เชื่อว่าจะฟื้นคืนกลับมาในที่สุด
แต่ขอเพียงแค่อย่าให้เหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำรอยอีกในอนาคต ไม่เช่นนั้นธุรกิจในประเทศไทยคงกู่ไม่กลับแน่นอน

ที่มา : http://www.posttoday.com/business.php?id=21044
update 15/12/08 Kannika Jaijit 4831205223

วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2551

แผนพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยว 2552



ภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวช่วงปลายปี ที่เดินทางเข้ามาเที่ยวประเทศไทยน้อยลง เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์บ้านเมือง ซึ่ง ททท.ได้ทำแผนการตลาดท่องเที่ยวสำหรับปีหน้า เน้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการส่งเสริมการท่องเที่ยวคุณภาพและยั่งยืน ทั้งในมิติมูลค่าและคุณค่า และยังใช้แคมเปญ “อะเมซิ่งไทยแลนด์” เป็นตัวหลัก ส่วนตลาดการท่องเที่ยวในประเทศ จะรณรงค์ภายใต้แนวคิด “เที่ยวไทยครึกครื้น เศรษฐกิจไทยคึกคัก” โดยจะมีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อ ผ่านบุคคลที่มีชื่อเสียง และกิจกรรมประชาสัมพันธ์ เช่น งานนิทรรศการต่าง ๆ ทั้งนี้ ตั้งเป้ารายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2552 ไม่ต่ำกว่าปีนี้
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปีนี้ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากปัญหาทางการเมือง และที่สาหัสที่สุดคือ การปิดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง สร้างความ “ตื่นตระหนก” ให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยในปีหน้ายังเดินหน้าต่อไปได้ หากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการท่องเที่ยวมีทิศทางการวางแผนที่ชัดเจน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในฐานะหัวเรือใหญ่ด้านการท่องเที่ยว จะต้องออกมาทำหน้าที่ “แม่ทัพ” พาธุรกิจท่องเที่ยวไทยฟันฝ่ากระแสวิกฤตให้ได้
ทั้งนี้ เพราะในช่วงต้นปีหน้าการเมืองไทยยังไม่นิ่งพอที่จะมีนโยบายออกมาจากเจ้ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดังนั้นขาหลักของการท่องเที่ยวจะตกอยู่ที่ททท.
เมื่อเป็นเช่นนั้นหากททท. ยังนิ่งเฉย และไม่หาแผนการกระตุ้นการท่องเที่ยวแบบ “ใหม่” เพื่อเสริมแผนการตลาดที่คิดที่ทำอยู่ในปัจจุบัน
update: 15/12/08 Kannika Jaijit 4831205223

ผลกระทบจากการยึดสนามบินสุวรรณภูมิของพันธมิตร


จากการที่พันธมิตรได้ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิและมีการเปิดใช้สนามบินอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 5 ธันว่าคม พ.ศ. 2551 ปรากฏว่าจำนวนผู้โดยสาร ปริมาณการจราจรทางอากาศ และ ปริมาณการขนถ่ายสินค้าทางอากาศมีจำนวนลดลง อย่างไรก็ตาม ส่วนของการให้บริการขนถ่ายสินค้าทางอากาศนั้นมีจำนวนก้อลดลงเช่นกัน โดยเชื่อว่าจำนวนตัวเลขการใช้บริการต่าง ๆ ที่ ทสภ.น่าจะดีขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อสถานการณ์ต่าง ๆ คลี่คลายลง นอกจากนี้ ทสภ. ยังคงยืนยันเป้าหมายที่จะพัฒนาและปรับปรุงการให้บริการต่าง ๆ ใน ทสภ. ให้ดีขึ้น เพื่อให้พร้อมก้าวสู่การเป็นท่าอากาศยานที่มีบริการดีเด่นติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกในปี 2552 ได้ - สำนักข่าวไทย
update 11/12/51 Kannika Jaijit 4831205223

การเมืองและเศรษฐกิจของไทย

ชี้ห้างค้าปลีกยักษ์เจ๊งจะทำเศรษฐกิจไทยพังครืน และกระทบทั่วโลก
ตัวอย่างเช่น ห้างค้าปลีกอย่างเทสโก โลตัส บิ๊กซี ที่เป็นห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ของต่างชาติ เมื่อเข้ามาในประเทศไทยแล้ว ได้ทำลายการค้าของพี่น้อง ทำลายไปหมดเลย เมื่อพ่อแม่พี่น้องโชห่วยล้มหมด ถ้าในอนาคตทำให้ห้างเทสโก สามารถเป็นผู้สั่งซื้อรายใหญ่จนควบคุมราคาสินค้าเกษตรเอาไว้ได้ ส่งผลให้เกษตรกรไทย ถูกกดราคา ไม่มีอำนาจต่อรอง เนื่องจากไม่มีร้านค้าเล็ก ๆ ที่จะสามารถนำสินค้าไปขายได้แล้ว ก็ต้องขายให้แต่ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม หากวันหนึ่ง หากเทสโก ขาดทุนแล้วล้มละลายไป เศรษฐกิจไทยก็จะพังไปเป็นแถบ ๆ เพราะเมื่อไม่มีห้างเทสโก เกษตรกรก็ไม่รู้จะเอาสินค้าไปส่งขายใคร อีกทั้งเงินทุนที่ห้างเทสโกกู้ยืมมาจำนวนมหาศาล ก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจให้ปั่นป่วนไปทั่วโลกอีกด้วย ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ไม่สามารถทำให้คนไทยพึ่งพาตัวเองได้เลย ต่างจากในอดีตที่คนไทยยึดถือหลักเศรษฐศาสตร์ชาวพุทธ ที่ฝรั่งชาวเยอรมันชื่อ อี.เอฟ.ชูมักเกอร์ นำไปเขียนเป็นหนังสือที่ชื่อ Small is Beautiful หรือ จิ๋วแต่แจ๋ว นั่นคือ การพึ่งพาธรรมชาติ และทำลายธรรมชาติน้อยที่สุด เวลาทำธุรกิจก็ทำเพียงเล็ก ๆ แบบพออยู่พอกิน เมื่อทำเกษตรกรรม ก็ทำแบบพึ่งพิงธรรมชาติโดยปลูกพืชผสมผสาน ทำให้ไม่ใช่ปุ๋ยเคมี ไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี อันจะส่งผลเสียต่อธรรมชาติ ดังนั้นความคิดของการเมืองใหม่ จึงไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องที่ในอดีตเคยมีการทำเอาไว้แล้ว แต่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ต่างหากที่เป็นผู้เปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจของประเทศ ให้เป็นแบบทุนนิยมที่มีหลักคิดแบบต้องการชนะธรรมชาติ โดยไม่พึ่งพิงธรรมชาติ แต่กลับต้องพึ่งอำนาจทุน และสารเคมีจากประเทศตะวันออกแต่เพียงอย่างเดียว